โรคริดสีดวงทวารเกิดจากการโป่งพองของหลอดเลือดบริเวณทวารหนักหรือปลายลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บ คัน มีเลือดออกขณะขับถ่าย หรือคลำพบก้อนบริเวณทวารหนัก พบได้ในคนทุกวัย โดยเฉพาะผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในชีวิตประจำวัน
การเบ่งอุจจาระแรง ๆ ทำให้เกิดแรงดันในหลอดเลือดบริเวณทวารหนักสูงขึ้น ส่งผลให้หลอดเลือดโป่งพองและกลายเป็นริดสีดวงได้
เมื่อขับถ่ายลำบาก ต้องใช้แรงเบ่งมากขึ้น ทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดริดสีดวง โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานไฟเบอร์น้อย
การถ่ายบ่อยหรือถ่ายเหลวติดต่อกัน อาจทำให้บริเวณทวารหนักระคายเคืองและอักเสบ ส่งผลต่อหลอดเลือดในระยะยาว
ในผู้หญิงตั้งครรภ์ มดลูกที่ขยายใหญ่จะกดทับหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก และเพิ่มโอกาสเกิดริดสีดวง
เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อเยื่อที่พยุงหลอดเลือดบริเวณทวารหนักจะอ่อนแอลง ทำให้เกิดการโป่งพองได้ง่าย
การนั่งนาน ๆ โดยไม่ลุกขยับ ทำให้เกิดแรงกดบริเวณก้นและทวารหนัก ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด
การนั่งเล่นโทรศัพท์หรืออ่านหนังสือในห้องน้ำ ทำให้หลอดเลือดบริเวณทวารหนักถูกกดทับนานขึ้น
การกินผัก ผลไม้ และธัญพืชน้อย ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานไม่ดี เสี่ยงต่อท้องผูก
น้ำช่วยให้กากอาหารนุ่ม หากดื่มน้ำน้อยจะทำให้อุจจาระแข็งและขับถ่ายยาก
การยกของหนักเพิ่มแรงดันในช่องท้อง ซึ่งส่งผลต่อหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก
การขาดการเคลื่อนไหวทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง เพิ่มโอกาสท้องผูก
มักเป็นเลือดสีแดงสด อาจพบที่กระดาษชำระหรือในโถส้วม
เกิดจากการอักเสบหรือการระคายเคืองของผิวหนัง
อาจคลำพบก้อนเล็ก ๆ หรือมีอาการบวม
โดยเฉพาะในกรณีที่ริดสีดวงมีการอักเสบ
ไม่ควรเบ่งแรง และไม่ควรกลั้นอุจจาระ ควรเข้าห้องน้ำทันทีเมื่อรู้สึกปวด
ควรรับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง เพื่อช่วยให้ขับถ่ายง่าย
ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6–8 แก้ว เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่ม
ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และลดความเสี่ยงท้องผูก
ควรลุกเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1–2 ชั่วโมง เพื่อลดแรงกดทับ
โรคริดสีดวงทวารเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสภาพร่างกาย การรู้เท่าทันสาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงจะช่วยให้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีอาการผิดปกติควรรีบปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดปัญหารุนแรงในอนาคต
Tel. : 065-304-9539 Line Official : @drjamescolo
Website : www.doctorjamescolo.com
Facebook : หมอเจมส์ ศัลยกรรมลำไส้หาดใหญ่
IG : @doctorjamescolo